บทความของหมวดหมู่ ‘บทความ’

รูปของบทความ ความบังเอิญที่โชคดี

ความบังเอิญที่โชคดี

(จากหนังสือที่รวบรวมเหตุการณ์บังเอิญที่เกิดขึ้นจริงในชีวิต และติดอันดับ best seller ใน สหรัฐฯ)
ผมกำลังเดินอยู่บนถนนท่ามกลางแสงไฟสลัวในช่วงโพล้เพล้ของวันหนึ่ง
พลันได้ยินเสียงร้องอู้อี้เหมือนถูก ผ้าอุดปากดังออกมาจากหลังพงไม้
ผมชะลอฝีเท้าเพื่อฟังและรู้สึกตื่นตระหนกเมื่อรู้ว่า
เสียงที่ผมได้ยินคือเสียงการต่อสู้กันอย่างแน่นอน
มีทั้งเสียงตะคอก และเสียงเสื้อผ้าฉีกขาด
มีหญิงกำลังถูกทำร้ายห่างจากจุดที่ผมยืนไม่กี่เมตร
ผมควรเข้าไปยุ่งดีหรือเปล่า ผมรู้สึกหวั่นกับสวัสดิภาพของตัวเอง
และนึกตำหนิตัวเองที่ตัดสินใจเปลี่ยนเส้นทางกลับบ้านใหม่กระทันหัน
ผมควรจะเข้าไปช่วยหรือแค่วิ่งไปยังโทรศัพท์เครื่องที่ใกล้ที่สุดเพื่อโทรแจ้งตำรวจ
เสียงร้องของเด็กผู้หญิงเริ่มเบาลง ผมรู้ทันทีว่าจะต้องรีบทำอะไรสักอย่าง
ผมจะเดินหนีเหตุการณ์นี้ไป ได้อย่างไร
เอาละ ผมตัดสินใจได้แล้ว
ผมไม่อาจหันหลังให้กับชะตาของผู้หญิงที่ไม่รู้จักคนนี้ได้
แม้มันหมายถึง การเอาชีวิตเขาไปเสี่ยง
ผมไม่ใช่คนกล้า และไม่ใช่นักกีฬา
ผมไม่รู้ว่าความกล้าและพละกำลังในตัวนั้นมาจากไหน
แต่ทันทีที่ตัดสินใจช่วยเธอ ผมดูเหมือนจะเปลี่ยนไป
ผมวิ่งไปหลังพุ่มไม้และดึงเจ้าวายร้ายออกมาจากร่างของหญิงสาว
เราต่อสู้กันจนกลิ้งไปกับพื้นทั้งคู่ และ ปล้ำสู้กันอยู่สักพักหนึ่ง
ในที่สุดเจ้าตัวร้ายก็ลุกขึ้นและวิ่งหนีไป
ผมหอบฮักๆ และพยายามตะเกียกตะกาย
ไปหาเด็กผู้หญิงซึ่งนอนหมอบร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่หลังต้นไม้
ท่ามกลางความมืด ผมแทบไม่เห็นตัวเธอเลย
แต่มีความรู้สึกว่าเธอต้องกำลังตกใจกลัวจนตัวสั่นอยู่แน่นอน
ด้วยไม่อยากจะให้เธอตกใจมากไปกว่านี้
ผมจึงพูดกับเธอในระยะไกลๆ
“ทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว” ผมปลอบ
“มันวิ่งหนีไปแล้ว คุณปลอดภัยแล้วตอนนี้” เธอเงียบไปสักพัก
แล้วผมก็ได้ยินเธอเปล่งเสียงออกมาด้วยความประหลาดใจ
“พ่อคะ นั่นพ่อเหรอคะ” แล้วผู้ที่ก้าวออกมา
จากหลังต้นไม้ก็คือแคเธอรีน ลูกสาวคนเล็กของผมเอง

จะเกิดอะไรขึ้น หากชายผู้นี้ลังเลที่จะไม่ช่วยเด็กหญิงที่กำลังถูกทำร้าย
ซึ่งท้ายที่สุดแล้วก็คือลูกของตัวเอง???
 
เรื่องนี้มันโดนใจ จริง ๆ อย่าคิดว่าธุระ ไม่ใช่นะ
 

รูปของบทความ ฉันชื่อโอกาส

ฉันชื่อโอกาส

เมืองหนึ่งของประเทศกรีก เคยมีรูปปั้นแกะสลักตั้งอยู่ใจกลางเมือง ปัจจุบันนี้
รูปปั้นนี้ไม่เหลือแม้แต่ซาก แต่แผ่นที่จารึกที่บรรยายเกี่ยวกับรูปปั้นยังคงเหลืออยู่
คำบรรยายเขียนไว้ในรูปแบบ การสนทนาระหว่างรูปปั้นกับคนที่เดินผ่านไปมา
“รูปปั้นเอ๋ย ท่านชื่ออะไร”
“ฉันชื่อโอกาส”
“ใครเป็นคนแกะสลักท่านขึ้นมา”
“ช่างแกะสลักชื่อ ลีซีปัส”
“ทำไมท่านจึงยืนเขย่งเท้า”
“เพื่อบ่งบอกว่าฉันยืนอยู่เพียงชั่วครู่ชั่วยาม”
“แล้วทำไมที่เท้าของท่านจึงมีปีก”
“เพื่อแสดงให้เห็นว่าฉันจะผ่านไปอย่างรวดเร็ว”
“แต่ทำไมผมด้านหน้าของท่านจึงยาวอย่างนี้”
“ก็เพื่อให้คนที่พบฉัน จะได้จับฉวยไว้ได้ง่าย”
“แล้วทำไมห้วด้านหลังของท่านจึงล้าน ไม่มีผมแม้แต่เส้นเดียว”
“ก็เพื่อแสดงให้เห็นว่า เมื่อฉันผ่านไปแล้ว ก็ยากที่จะจับฉันได้ใหม่”
จริงด้วย ทางด้านหน้าของ “โอกาส” มีผมยาวแต่ด้านหลังล้านเกลี้ยง
เพราะเมื่อปล่อยให้ “โอกาส” ผ่านไปแล้ว
ก็ยากที่จะจับยึดมันกลับมาได้อีก
โอกาส… จึงเตือนเราทุกคนว่า
” อย่ามาต่อว่าฉัน ว่าฉันไม่เคยมาเยี่ยมกราย
เพราะบ่อยครั้งเหลือเกินที่ฉันมาเคาะประตู
แต่เธอกลับไม่อยู่บ้าน ทุกวันฉันยืนรออยู่ที่หน้าบ้านเธอ
เรียกให้เธอตื่น ให้ขยันขันแข็ง ให้รีบตัดสินใจ
ให้ลงมือทำ ให้ออกแรง ให้สู้ เพื่อจะได้มาซึ่งชัยชนะ
และความสำเร็จ จงอย่าปล่อยให้ฉันผ่านไป
เธอจะได้ไม่ต้องนั่งเสียใจในภายหลัง ที่ฉัน
“โอกาส” ผ่านมา แต่เธอไม่รู้จักจับฉวยฉันไว้ ”
 
ที่มา
Forword mail
 
คุณเคยปล่อยโอกาสไปบ้างไหม ?
 

รูปของบทความ นกแก้วสามตัว

นกแก้วสามตัว

ท่ามกลางความอบอ้าวของตลาดนัดจตุจักร
ชายหนุ่มหลุดจากความเบียดเสียดของคนที่เดินผ่านไปมา
เข้าไปในร้านแห่งหนึ่งขึ้นป้ายขายนกแก้วสามตัว
ชายหนุ่ม – “นกแก้วตัวนี้เท่าไหร่ครับ”
เด็กสาว – “หนึ่งหมื่นบาทคะ”
ชายหนุ่ม – (ตะลึง) “โอ้โห ทำไมแพงขนาดนี้”
เด็กสาว – “ไม่แพงเลยคะ กับความสามารถระดับนี้”
ชายหนุ่ม – (ยิ้มประชด) “ราคาขนาดนี้ ต้องเล่นคอมพิวเตอร์เป็นแน่ๆ”
เด็กสาว – “ใช่คะ ทราบได้ไงคะ”
ชายหนุ่ม – “. . .”
(อึ้ง แล้วก็จินตนาการถึงนกแก้วเล่น msn เขาเคย chat กับคนบางคนบน msn
มีบางคนที่ส่งข้อความซ้ำซากน่าเบื่ออย่างเช่น อือ, อ๋อ,อ๋อเหรอ, yeah เป็นต้น
เค้าเคยสงสัยว่าคนพวกนี้ไม่รู้จักสร้างสรรหาพูดคำอื่นมาใช้บ้างหรือไร
ที่แท้ก็คือเค้าหลงไป chat กับนกแก้ว)
ชายหนุ่ม – “แล้วตัวนี้หละครับ หนึ่งหมื่นเหมือนกันใช่มั้ย”
เด็กสาว – “สองหมื่นบาทคะ”
ชายหนุ่ม – (สะดุ้ง ดึงนิ้วที่กำลังจะไปเขี่ยนกเล่นกลับคืน)
เด็กสาว – “ตัวนี้ใช้ดาต้าเบสเป็นคะ”
ชายหนุ่ม – (กระพริบตา เรียกสติสัมปชัญญะตนเองกลับคืนมา) “เล่น SQL เป็น” (รำพึง)
เด็กสาว – “แน่นอนคะ [...]



รูปของบทความ กางเกงพันธุกรรม

กางเกงพันธุกรรม

คาวบอยหนุ่ยตากกางเกงตัวโปรดเอาไว้ริมหน้าต่างห้องพักราคาถูกในคืนหนึ่ง
รุ่งเช้า กางเกงตัวเดียวที่เขามีใส่……หายไป
มีบุคคลที่น่าสงสัยอยู่สามคนคือ บาร์เทนเดอร์ บาทหลวง และลูกชายเจ้าของโรงแรมที่เขาพัก
ยุคนั้นกางเกงของทุกคนจะมีรูปทรง เนื้อผ้า และการตัดเย็บที่เหมือนกัน จะต่างก็แค่ความเก่าใหม่
ซึ่งก็ไม่สามารถเอามาเป็นหลักฐานพิสูจน์ได้ว่ากางเกงตัวไหนจะเป็นของเขาจริงๆ
คาวบอยหนุ่มเดินแก้ผ้าโทงๆไปแจ้งความกับนายอำเภอ
นายอำเภอจึงสบโอกาสที่จะเอาวิธีการจับขโมยที่เพิ่งอ่านมาจากหนังสือนิทานโบราณมาลองใช้
โดยให้ผู้ต้องสงสัยทั้งสามผลัดกันเข้าไปจับหางม้าที่แอบทาสีดำไว้ แล้วแกล้งพูดหลอกว่า หางม้านี้เป็นหางม้าวิเศษ
ถ้ามีคนขี้ขโมยมาจับเข้าม้าจะร้องเสียงดังทันที
ซึ่งตามหลักคนที่เป็นขโมยจะไม่กล้าจับ เพราะกลัวม้าร้อง แต่ยุคนี้ไม่มีใครเชื่อเรื่องของวิเศษอีกแล้ว
ผลจึงปรากฎออกมาว่า ผู้ต้องสงสัยทุกคนกล้าจับหางม้า จนมือมีสีดำติดกันหมด
นายอำเภอจนปัญญา ต้องทนมองคาวบอยหนุ่มแก้ผ้าโทงๆต่อไป
โชคยังไม่โหดร้ายเกินไปนัก
เย็นวันต่อมา มีหมอมือปราบจากเมืองหลวงและผ่านมาพอดี คุณหมอมีความคิดในการพิสูจน์กางเกงทีดูจะทันสมัยกว่า
ตามทฤษฎีบอกว่ากางเกงที่คนเราใส่ตลอดแทบจะเป็นเนื้อเดียวกับผิวหนัง ถ้านำมาละลายน้ำ
แล้วตรวจแยกดูด้วยกล้องจุลทรรศน์เปรียบเทียบกับเลือดหรือเนื้อเยื่อของเจ้าของกางเกงจะพบ
ว่ามีการจัดเรียงตัวของ “หน่วยพันธุกรรม” ที่เหมือนกัน
แม้จะไม่มีการพิสูจน์ทฤษฎีที่ว่านี้อย่างจริงจัง เพราะคาวบอยหนุ่มดันไปพบกางเกงโปรดของตนตกจมโคลน
อยู่ใต้ถุนโรงแรมซะก่อน
ลมคือตัวการสำคัญ
แต่มันก็เป็นจุดเริ่มต้นให้ช่างตัดกางเกงหัวใส มีความคิดที่จะถ่ายทอดสารทางพันธุกรรมลงไปใน
กางเกงของลูกค้าด้วย เพื่อป้องกันการถูกขโมย
“กางเกงพันธุกรรม” หรือ “กางเกงยีน” จึงค่อยๆได้รับความนิยม…
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
 
จากหนังสือ “เรื่องสั้นประจำส้วม” แต่งโดยคุณ “บัวไร
 
อ๋อเข้าใจแล้ว มันเป็นแบบนี้นี่เอง